มายมายค์ >3

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความหมายของวันวาเลนไทน์ ^3^


ประวัติวันวาเลนไทน์
14 กุมภา วาเลนไทน์ ของทุกปีก็เป็นวันที่หลายคนรอคอย หรือเป็นวันที่มีความหมายวันหนึ่งสำหรับคู่รักทั่วโลก ประวัติวันวาเลนไทน์ วันวาเลนไทน์ มีประวัติอย่างไร มาดูกัน

วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักบอกให้กันและกันทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์ ซึ่งโดยมากจะไม่ระบุชื่อ วันนี้เริ่มเกี่ยวข้องกับความรักแบบชู้สาวในช่วงยุค High Middle Ages เรื่องของ วันวาเลนไทน์ นี้ มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ณ กรุงโรม หรืออาณาจักรโรมัน ในยุคของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) โดยที่จักรพรรดิพระองค์นี้ มีนิสัยชอบกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เขาได้สั่งให้ชาวโรมันทุกคน สักการะนับถือพระเจ้า 12 องค์ โดยผู้ที่ขัดขืนคำสั่งจะถูกทำโทษ รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับพวกคริสเตียนด้วย แต่นักบุณวาเลนตินุส (Valentinus) - valentine มีความเลื่อมใส ศรัทธาต่อพระคริสมาก เขาได้กล่าวไว้ว่า แม้กระทั่งความตายก็ไม่สามารถ เปลี่ยนความคิดของเขาได้ เขาจึงได้ถูกขังคุก

ช่วงอาทิตย์สุดท้ายในชีวิตของเขานั้น
ได้มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น ขณะที่เขาถูกคุมขังอยู่นั้น ผู้คุมขังได้ขอให้วาเลนตินุส สอนลูกสาวเขาซึ่งตาบอดด้วย จูเลียเป็นคนสวยแต่น่าเสียดายที่เธอตาบอดตั้งแต่แรกเกิด วาเลนตินุสได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆ สอนเลข และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง จูเลีย สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้ โดยคำบอกเล่าของ วาเลนตินุส เธอเชื่อใจเขาและเธอมีความสุขมากเมื่ออยู่กับเขา

วันหนึ่งจูเลียถามวาเลนตินุสว่า
“ถ้าเราอธิษฐาน พระผู้เป็นเจ้าจะได้ยินเราไหม” เขาตอบ “พระองค์เจ้า จะได้ยินเราแน่นอน ท่านได้ยินเราทุกคน” จูเลียกล่าว “ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าอธิษฐานขออะไรทุก ๆ เช้า ทุก ๆ เย็น....ข้าหวังว่า ข้าจะได้มองเห็นโลก เห็น ทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง” วาเลนตินุสจึงบอก “พระเจ้ามอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน เพียงแค่เรามีความเชื่อมั่นในพระองค์ท่าน เท่านั้นเอง”

จูเลีย ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า
จึงได้คุกเข่า กุมมือ อธิษฐานพร้อมกับวาเลนตินุส และในขณะนั้นเอง ก็ได้มีแสงสว่างลอดเข้ามาในคุก และสิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น จูเลียค่อย ๆ ลืมตา พระเจ้า.....เธอมองเห็นแล้ว!!!!! เขาและเธอจึงกล่าวขอบคุณต่อพระเจ้า และเรื่องมหัศจรรย์เรื่องนี้ ได้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร

ในคืนก่อนที่วาเลนตินุสจะสิ้นชีวิต โดยการถูกตัดศีรษะ
เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า - From Your Valentine - เข้าสิ้นชีพในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้น ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินุส แต่ผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดร์และมิตรภาพอันสวยงาม

ประวัติ วันวาเลนไทน์ นี้เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน
เท่าที่ค้นหามาได้นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ เรื่องเท่านั้น ไม่ว่าประวัติที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้ เราได้ถือว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว คุณสามารถส่งดอกไม้ ขนมและการ์ด เพื่อบอกความนัยในแก่คนที่พิเศษของคุณ วาเลนไทน์ นี้จะเป็นวันที่เราส่งความรู้สึกดี ๆ ให้แก่กัน สำหรับคู่รักทั่วโลก

นักบุญวาเลนไทน์
นักบุญวาเลนไทน์นักบุญวาเลนไทน์ ทำให้จักรพรรดิที่โรมเกิดความสำนึก และผู้พิพากษาได้กลับใจมาเป็นคาทอลิกเพราะท่านนักบุญทำให้บุตรสาวของเขาหาย จากตาบอด วาเลนไทน์ บวชเป็นพระสงฆ์ที่กรุงโรมและได้เป็นพระสังฆราชในเวลาต่อมา ท่านได้ถูกจับโดยคำสั่งของจักรพรรดิโกลดิโอที่ 2 เพราะท่านขึ้นชื่อลือเด่นในทางบำเพ็ญฤทธิ์กุศลหลายประการขั้นแรกจักรพรรดิ ทรงซักถามวาเลนไทน์ด้วยความมักรู้มักเห็น แต่ต่อมาทรงรู้สึกสนพระทัยในคำสอนของคริสตัง ที่สุดพระองค์ตรัสว่า : “คำสอนของบุรุษผู้นี้ฟังแล้วจับใจจริง ๆ “ แต่ในขณะที่พระองค์ทรงเริ่มมีความเชื่อ ท่านผู้ว่าราชการกรุงโรมก็จัดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเข้ามาซักถามท่านวาเลน ไทน์ ผู้พิพากษาคนนี้เยาะเย้ยท่านในเรื่องที่คริสตังชอบกล่าวว่า “พระคริสต์ทรงเป็นองค์ความสว่างของโลก” ลูกสาวของผู้ พิพากษาคนนี้ตาบอด วาเลนไทน์ได้ทำอัศจรรย์ให้หาย อัสเตริอุส ผู้พิพากษาจึงกลับใจเชื่อถึงพระเยซูคริสตเจ้า เมื่อเห็นดังนั้น ท่านผู้ว่าราชการเกิดความอิจฉา และต้องการกำจัดท่านวาเลนไทน์ จึงจับท่านวาเลนไทน์ไปขังไว้ในคุกมืด แล้วใช้ไม้เป็นปุ่มเป็นตาเฆี่ยนท่านอย่างสาหัส ที่สุดนำท่านไปตัดศีรษะ นักบุญวาเลนไทน์ เป็นองค์อุปถัมภ์ของชาวเมืองตารัสก็อง (ภาคใต้ของฝรั่งเศส)

คิวปิด (Cupid)
สัญลักษณ์หนึ่งของวันวาเลนไทน์ คนทั่วไปรู้จักคิวปิด - Cupid ในภาพของเด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศรและมีชื่อเสียงในเรื่องการยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศรรักของคิวปิด หมายถึงความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิด จะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกัน คิวปิดมักจะมีบทบาทในการเฉลิมฉลองความรัก ในกรีกโบราณ "คิวปิด" เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เอโรส ลูกชาย แอฟโพไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงามแต่สำหรับพวกโรมัน เขาคือ คิวปิด และแม่ของเขาคือ วีนัส มีเรื่องน่าสนใจพอสมควรเกี่ยวกับคิวปิด และ ไซคี เจ้าสาวของเขาในเทพนิยายโรมัน ผมขอแนะนำผู้อ่านให้รู้จักคู่รักของคิวปิด สักนิดนะครับว่าเธอเป็นเทพธิดารูปงามในนิยายกรีกโบราณมีปีกเป็นผีเสื้อ และเพราะความงามนี้เองที่ทำให้ วีนัส อิจฉา นางจึงได้สั่ง คิวปิด ให้ลงโทษว่าที่ลูกสะใภ้เสีย แต่ คิวปิด ตกหลุมรักเธอเกินกว่าที่จะทำตามความต้องการของแม่ ดังนั้น แทนที่จะลงโทษเธอ คิวปิด กลับเอาเธอเป็นภรรยาเสียเลย แต่เนื่องจาก ไซคี มิได้เป็นอมตะ เธอจึงถูกห้ามมิให้มองเขา (ตรงนี้ผมไม่ทร าบเหมือนกันนะครับว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ได้เธอเป็นภรรยาแล้วภรรยามองไม่ได้ แต่อย่าไปคิดอะไรมากนะครับ เพราะเทพนิยายฝรั่งก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากละครน้ำเน่าบ้านเรา) หลังจากตกเป็นภรรยาของคิวปิด แล้ว ไซคี ก็มีความสุขเรื่อยมา (ก็แหงละ) จนกระทั่งพี่สาวของเธอได้รบเร้าให้เธอมองคิวปิด ทันทีที่เธอมองคิวปิด คิวปิดก็ลงโทษเธอด้วยการทิ้งเธอไปทันที พร้อมกันนั้นปราสาทและสวนอันสวยงามของเธอก็ต้องมลายหายไปด้วย หลังจากนั้นไซคี ก็พบว่าตัวเองอยู่ตามลำพังในทุ่งโล่งแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือ คิวปิด ปรากฏให้เห็นเลย ในขณะที่เธอออกเดินทางค้นหาคนรักของเธอนั้น เธอก็มาถึงวิหารของ วีนัส โดยบังเอิญ เมื่อ วีนัส เทพธิดาแห่งความรักพบว่า ไซคี ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ปราถนาที่จะ ทำลาย ไซคี ด้วยการให้งานที่หนักและอันตรายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานสุดท้ายที่ ไซคี ได้รับมิใช่งานขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดครับ หากแต่เธอได้รับกล่องใบหนึ่งมาและได้ถูกสั่งให้ลงไปยังใต้โลกเพื่อเอา ความงามของ โพรเซอร์พีน ภรรยาของ พลูโต ใส่กล่องใบนี้มา ในระหว่างที่เธอเดินทางอยู่นั้น เธอก็ได้รับคำแนะนำให้รู้จักการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอาณาจักรแห่งความตาย นอกจากนั้นแล้ว เธอยังได้ถูกเตือนมิให้เปิดกล่องใบนั้นอีกด้วย แต่เพราะทนไม่ไหวหรือเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรืออะไรก็ไม่ทราบ เธอได้เปิดกล่องใบนั้น แต่แทนที่จะพบกับความงาม เธอกลับต้องหลับเป็นตาย ต่อมา คิวปิด ได้มาพบร่างอันไร้ชีวิตของเธอบนพื้นดิน เขาจึงได้นำเอาอาการหลับเป็นตายออกจากร่างของเธอและนำมันไปเก็บไว้ในกล่อง หลังจากนั้นคิวปิด ก็ได้ให้อภัยเธอเช่นเดียวกับ วีนัส เมื่อเทพเจ้าทั้งหลายเห็นความรักที่เธอมีต่อคิวปิด จึงได้ตั้งให้เธอเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ปัจจุบันนี้รูป คิวปิด แผลงศรเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ผู้คนมักนิยมใช้กัน และเมื่อศรรักของคิวปิด พุ่งโดนหัวใจหนุ่มสาวคนใดในวันวาเลนไทน์ หนุ่มสาวคนนั้นก็จะออกอาการ "สติวปิ้ด" จากศรรักของคิวปิด ขึ้นมาทันที อาการนี้จะเห็นได้จากการส่งดอกกุหลาบสีแดง ส่งช็อคโกแล็ต การส่งบัตรอวยพรและอื่นๆ อีกครับ หมายเหตุท้ายบท : "สติวปิ้ด" เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า "โง่" ครับ เหมือนคำบางคำที่เราอาจเคยได้ยินว่า "ความรักบางครั้งก็ทำให้คนตาบอด และ มองไม่เห็นข้อบกพร่องของคนที่เรารัก"

ความหมายของดอกกุหลาบ ^3^


ใกล้ช่วงวาเลนไทน์แล้วใคร ๆ ก็เลือกซื้อของขวัญให้กับคนรัก ของขวัญยอดยิตที่สุดคือดอกกุหลาบ เรามาดูความหมายสีต่าง ๆ ของดอกกุหลาบกันดีกว่าคะ เผื่อจะได้เลือกดอกกุหลาบให้คนรักได้ถูกใจ

กุหลาบแดงและขาวรวมกัน สื่อความหมายให้รู้ว่า "สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน"
กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความงดงามและความอ่อนโยน
กุหลาบสีเหลือง บอกเป็นนัยว่า "ขอเป็นชู้ทางใจ" หรือ หมายถึงความสุข สนุกสนาน ร่าเริง
กุหลาบสีส้ม เพื่อบอกความในใจถึงความรักและสิ่งที่ผ่านมา
กุหลาบแดงเข้ม(สีเหมือนไวน์แดง) แทนคำว่า "เธอช่างสวยเหลือเกิน"
กุหลาบสีขาว บอกว่า "ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน"
กุหลาบตูม ที่มีทั้งใบและหนาม บอกให้รู้ว่า "แม้ฉันจะวิตกอยู่บ้าง แต่รู้ว่าเธอคงไม่ปฏิเสธ"
กุหลาบตูมที่ลิดใบทิ้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าน่ากลัวไปหมด
กุหลาบตูมที่ลิดหนามทิ้งหมด แสดงให้เห็นถึงความหวังที่มีอย่างเปี่ยมล้น
กุหลาบตูมสีแดง แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไร้เดียงสา "รักของฉันเพิ่งแรกแย้ม และอ่อนต่อโลก"
กุหลาบตูมสีขาว แสดงถึงความมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไร้เดียงสาในเรื่องความรัก
กุหลาบบานหนึ่งดอก และกุหลาบตูม 2 ดอก อยากบอกว่า "นี่คือความรักที่ฉันแอบซ่อนไว้"
กุหลาบบานสีแดง บอกให้รู้ว่า "ฉันรักเธอเข้าแล้ว"
กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว เขาอยากจะบอกให้คุณรู้ว่า "ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว"
กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว แทนความหมาย "เสน่ห์ของเธอมันจืดจางลงแล้ว"
กุหลาบไร้หนาม ให้รู้ว่า "เธอช่างมีเสน่ห์น่าหลงใหลแม้ยามแรกพบ"
กุหลาบดอกเดียวแทนความหมาย "รักฉันแม้เรียบง่าย แต่ก็มั่นคงกับเธอผู้เดียว"

credit :http://www.panmai.com/Meaning/Meaning.shtml

สำนวนสุภาษิตอังกฤษ-ไทย

ตัวอย่างสุภาษิต 20 สุภาษิตที่เราพบบ่อย
1. An accident is due to lack of proper care. = อุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากการขาดความระมัดระวัง
2. Don’t charge your memory with too many facts = อย่าใช้สมองจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ให้มากจนเกินไป
3. A mad man is not responsible for his actions. = คนบ้าไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของเขา
4. It’s a sad house where the hen crows louder than the cock. = สามีเป็นช้างเท้าหน้า ภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง
5. Marriage is an expensive luxury. = การแต่งงานเป็นของฟุ่มเฟือยที่แสนแพง
6. Fools build house; wise men buy them. = คนโง่สร้างบ้านอยู่ คนฉลาดซื้อบ้านสร้างเสร็จอยู่
7. Keep something for a rainy day. = กินน้ำเผื่อแล้ว
8. There is no fool like an old fool. =ไม่มีใครโง่เกินคนแก่โง่
9. Kill not the goose that lays the golden eggs. = โลภมากลาภหาย.
10. Facts are stubborn things. = ความจริงล้างอย่างไรก็ไม่เลือนหาย
11. It is a foolish sheep that makes. The wolf his confessor. = อย่าชี้โพรงให้กระรอก
12. Brave actiuons never want trumpet. = การกระทำอันกล้าหาญ ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้
13. Good manners are part and parcel of a good education. = กิริยามารยาทที่สุภาพเรียบร้อย เป็นส่วนสำคัญจากการได้รับการศึกษาดี
14. A bad workman always blames his tool. = รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
15. Habituate yourself to hard work. = จงฝึกฝนตัวเองให้เคยชินกับงานหนัก
16. Fine features make fine birds. = ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
17. Man has gregarious habits. = มนุษย์ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ
18. Big fish eat little fish. = ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
19. Guardianship has many responsibillitie. = การเป็นผู้ปกครองนั้นต้องมีความรับผิดชอบมาก
20. A friend in need is a friend indeed = เพื่อนแท้คือเพื่อนในยามยาก

วิธีลดน้ำหนักแบบไหนเหมาะกับคุณ ??


เพราะการที่กระยวนการเผาผลาญในร่างกายของคนเรา จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่มากขึ้น ทำให้สาวๆที่เริ่มมีอายุอาจจะมองว่าการลดน้ำหนักจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก วันนี้เราจึงนำวิธีลดน้ำหนักซึ่งเหมาะสำหรับสาวๆ ทุกวัยมาฝากค่ะ

อายุระหว่าง 20-30 ปี

ในวัยนี้การลดน้ำหนักเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ เพราะในช่วงนี้คุณสามารถที่จะลดน้ำหนักได้มากถึง 3-4 กิโลต่อเดือนเลยทีเดียว โดยที่คุณไม่ต้องออกแรงอะไรมากมายเลยกับการลดน้ำหนักในช่วงนี้ เพียงแค่คุณรับประทานผลไม้ ก็จะทำให้น้ำหนักของคุณลดได้เร็วยิ่งขึ้น

อายุระหว่าง 30-40 ปี

ในวัยนี้ระบบการเผาผลาญเริ่มจะทำงานช้าลง คุณผู้หญิงจึงไม่ควรจะหักโหมในเรื่องของการลดน้ำหนัก เพราะจะทำให้ดูแก่เกินวัยได้ เพราะการลดน้ำหนักจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและพลังงาน เป็นผลให้ผิวเหี่ยวย่น มีริ้วรอย คุณผู้หญิงในวัยนี้จึงไม่ควรลดน้ำหนักมากเกิน 2-3 กิโลกรัมต่อเดือน ควรทานผักให้มาก ออกกำลังกาย เป็นประจำและใช้สกินแคร์ควบคู่ไปด้วยจะดีกว่า

อายุระหว่าง 40-50 ปี

ปัญหาหนักของผู้หญิงวัยนี้ก็คือ การที่กล้ามเนื้อหย่อนคล้อย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง การลดน้ำหนักในวัยนี้จึงควรเน้นที่อาหารมื้อแรกของวัน เริ่มจากการลดปริมาณอาหารลงจากปกติ 30% บริโถคน้ำมันจากผัก ปลา และอาหารทะเล ซึ่งให้คุณค่าทางอาหารสูง ไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัว

เกร็ดความรู้ของการควบคุมอาหาร


1 ขอให้สัญญากับตัวเองว่าจะลดความอ้วน ขอให้ตั้งเป้าหมายลดความอ้วนด้วยตัวเอง ไม่ใช่ลดเพราะความต้องการของคนอื่นๆ

2 ควรเลือกเวลาที่เหมาะสม การลดความอ้วนในสภาพที่ไม่เหมาะสมเช่น กำลังอยู่ในช่วงใกล้สอบ หรือกำลังมีปัญหาการเงิน ปัญหาเหล่านี้จะรบกวนสภาพจิตใจ ความพร้อมของคุณ ทำให้การลดน้ำหนักของคุณไม่ประสบความสำเร็จ

3 ควรเลือกเป้าหมายการลดความอ้วนที่เป็นไปได้ หรือไม่ตั้งเป้าหมายสูงเกินไป ถ้าคุณอ้วนมากๆ คุณไม่สามารถที่ลดความอ้วนให้เหมือนคนผอมได้ในทันทีหรือระยะเวลาสั้นๆ
ควรลดความอ้วนแบบค่อยๆเป็นไป ช้าๆ และคงที่ อาจจะตั้งเป้าหมายครึ่งกิโลกรัมต่ออาทิตย์ หรือเป้าสูง 1 กิโลกรัมต่อสับดาห์

4 คุณควรเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารให้มากินอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ การลดความอ้วนโดยวิธีลดอาหารทำให้ร่างกายของคุณได้รับพลังงานน้อย น้ำหนักน้อยลงก็จริง แต่เป็นเพราะปริมาณน้ำในร่างกายลดลง ไม่ใช่ปริมาณไขมันที่ลดลง
ยกตัวอย่างเช่นนักมวยที่ลดน้ำหนักก่อนขึ้นชั่ง น้ำหนัก ด้วยการวิ่ง อดน้ำ อดข้าว หรือเข้าเครื่องอบไอน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำในร่างกาย ทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ก็กินข้าว ดื่มน้ำ ก็จะมีน้ำหนักกลับมาเหมือนเดิม
นอกจากนี้การอดอาหาร ยังทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น กรดโฟลิค แมกนีเซี่ยม และสังกะสี ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้สุขภาพดี
ทางเลือกที่ดีที่สุด คือการกินอาหารที่ให้พลังงานน้อยแทน เช่นผัก ผลไม้

5 ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว (ก้าวเท้าเร็ว)ติดต่อกันนาน 30 นาที 3-4 วันต่ออาทิตย์ จะส่งผลให้น้ำหนักคุณลดลงประมาณ 0.3 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายโดยทำให้เผาผลาญไขมันส่วนเกิน จะทำให้น้ำหนักลดลงโดยตรง และส่งผลทำให้ปริมาณกล้ามเนื้อของร่างกายเพิ่มขึ้น

การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Exercise) โดยมีระยะเวลานานกว่า 20 นาทีขึ้นไป จะช่วยลดปริมาณไขมันอย่างได้ผลดีมากๆ

สำหรับ ท่านที่มีน้ำหนักมากๆ และไม่เคยออกกำลังกาย ควรเริ่มต้นทีละน้อย แล้วค่อยเพิ่มเวลาให้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้วิธีการเดิน หรือการวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เต้นรำ เคล็ดลับประการหนึ่งคือ ควรมีเพื่อนร่วมออกกำลังกาย จะทำให้คุณออกกำลังกายตามตารางที่กำหนดได้ดีขึ้น นอกจากนี้คุณอาจใช้วีธีออกกำลังกายอื่นๆ เช่นเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟท์โดยสาร

วัตถุประสงค์ในการออกกำลังกายกับลดน้ำหนัก


หลายๆคนที่อ่านหรือหาข้อมูลเรื่องการออกกำลังกาย คงจะสับสนว่า บางที่ก็บอกว่า ให้ออกกำลังกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ บางแห่งก็บอกว่าต้อง 5 ครั้ง หรือบางที่ก็บอกว่าต้องออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที แต่บางทีก็ไปเจอมาว่า ออกกำลังกาย 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ก็ให้ผลดีเหมือนกับการออกกำลังกาย 30 นาที สับสนไปหมด ตกลงจะเอายังไงกันแน่ งง…

วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจ ให้รู้แบบเห็นดำเห็นแดงกันไปเลย เราแบ่งแยกการออกกำลังกายตามวัตถุประสงค์ เราออกกำลังกายเพื่อ 1 สุขภาพที่ดี 2 ลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน สำคัญตรงนี้ว่า วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน จะทำให้มีแนวการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง
ทีนี้เรามาดูลักษณะการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีก่อนครับ

1 การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ต้องหักโหมมากมาย ทำแต่พอดี เช่นวิ่ง หรือเดิน ก็เพียงพอต่อสุขภาพที่ดีแล้ว เช่น วิ่งหรือเดินวันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ แต่การออกกำลังแค่นี้ไม่เพียงพอต่อการลดความอ้วน
2 การอออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก สิ่งสำคัญที่อยากบอกคือการออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วนไม่ง่ายเหมือนการออก กำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่นถ้าคุณต้องการลดน้ำหนัก1/2 กก.ต่อสัปดาห์ คุณจะต้องเผาผลาญพลังงานมากกว่า 3,500 แคลอรี่ ซึ่งเทียบกับการเดิน 2 ชั่วโมงต่อวัน เห็นตัวเลขแล้ว จะรู้สึกท้อแท้ไม่อยากออกกำลังกาย

ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักต้องกระทำควบคู่กับการควบคุมการกิน ถ้าไม่ควบคุมการกิน จะทำให้ลดน้ำหนักยาก
คุณ ควรตัดสินใจให้ได้ว่าต้องการออกกำลังกายเพื่ออะไร เพราะหากมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน วิธีการก็ต้องแตกต่างกันด้วย เพื่อบรรลุเป้าหมายในท้ายที่สุด

credit :www.chay4.com

ความรู้ภาษาอังกฤษในภาษาพูดที่ควรรู้ ^_______^


สำหรับบางคนที่คุยกับฝรั่งแล้วไม่เข้าใจว่าฝรั่งนั้นพูดอะไร ทำไมถึงพูดไม่เหมือนกับที่เราเรียนมา นั้นเป็นเพราะเค้าควบคำให้ดูสั้นคะ
ในภาษาพูด have to (ต้อง) มักพูดเป็น hafta (แฮฟถะ) need to (ต้อง) มักพูดเป็น needa (นีดะ) got to (ต้อง) มักพูดเป็น gotta (กอถะ) going to (จะ) มักพูดเป็น gonna (เกินหนะ) want to (ต้องการ/อยากจะ) มักพูดเป็น wanna (วอนหนะ) to (ที่จะ/ที่/ยัง) มักพูดเป็น ta (ถะ) ความรู้นี้จะช่วยให้คุณฟังเจ้าของภาษารู้เรื่องมากขึ้นนะคะ ;)